Welcome Guest, please login or register.
Username:
Password:

ข่าว: Biggrin  ท่านใดมีความประสงค์จะสนับสนุนการดำเนินงานของชมรมฟ้าใหม่ กรุณาติดต่อ acc.newskythailand@msn.com ขอบคุณครับ Biggrin
shying  และหากท่านใดมีปัญหาเรื่องการใช้งานของเวปไซท์ กรุณาติดต่อ  newsky.thailand@msn.com  ขอบคุณค่ะ  shying
หน้า: [1]   ลงล่าง
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ Topic Tools  
Read
17 เมษายน 2008, 20:14:25
Panyajarn
NewSky Member

*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 27

สติปัญญาย่อมดีกว่า เครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์



                    ผู้เขียนตั้งใจเขียนเพื่อให้ สมาชิกพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่ได้เป็น นักกฎหมาย
ที่จะต้องเข้าไป ทำหน้าที่ บัญญัติกฎหมาย ใน รัฐสภา ซึ่งจะต้องใช้ ภาษากฎหมาย และ ภาษาราชการ  ซึ่งมีความหมายเฉพาะ หากไม่ทราบ
ความหมายที่ถูกต้อง ตามที่ กฎหมายกำหนด คำอภิปราย และ การออกเสียงลงมติ อาจไม่ตรงกับความประสงค์ ก็ได้ และ อาจเข้าใจว่า
ประกาศคณะปฏิวัติ ที่ คณะปฏิวัติ ตราไว้ใน ระบอบเผด็จการทหาร เป็น กฎหมายในระบอบประชาธิปไตยก็ได้

บทความโดย  นายมานิตย์  จิตต์จันทร์กลับ
อดีต
-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 
-อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้     
-อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
-ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา   
-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา
-ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข-ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
  ที่จะเสนอต่อวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๒ 
-กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้รัฐธรรมนูญ
  วุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๕   


การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย
 
บทนำ

       เพื่อให้ ท่านผู้อ่าน อ่านข้อเขียน ของ ผู้เขียน แล้วมีความเข้าใจความหมายตรงกับ ความมุ่งหมาย ที่ ผู้เขียน ต้องการนำเสนอความคิด
ความเห็นในทางกฎหมาย   ขอเรียนว่า     ผู้เขียน จะเขียนบทความเรื่องนี้ด้วย ภาษาหนังสือไทย ตาม พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ.๒๕๔๒ ทุกถ้อยคำ  หาก ท่านผู้อ่าน มีความสงสัย ความหมาย ของถ้อยคำ ขอความกรุณา ตรวจสอบคำศัพท์ และ คำนิยามความหมาย
จาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒
 
       ขอเรียนว่า ที่ ผู้เขียน เขียนบทความเรื่องนี้ โดยใช้ ภาษาหนังสือไทย ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เนื่องจาก คนไทย
มีภาษาไทย ที่เป็น ภาษาเฉพาะของท้องถิ่นของตน ที่มี รูปลักษณะเฉพาะตัว ทั้ง ถ้อยคำ และ สำเนียง คนที่อยู่ต่างท้องถิ่นกัน ไม่สามารถเข้าใจ ภาษา ของท้องถิ่นอื่น และ รัฐบาล ในอดีต เห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว  จึงได้ตรา พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน ขึ้น เพื่อจัดตั้ง
ราชบัณฑิตยสถาน ขึ้นมาและกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ จัดทำ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ขึ้น เพื่อให้เป็น หนังสือตำรา เรื่อง
ระเบียบการใช้ตัวสะกด และ คำนิยามความหมายของถ้อยคำ ภาษาไทย ที่เป็น ภาษากลาง  โดยมี ความมุ่งหมาย ให้ คนไทย ได้ใช้ ภาษาไทย
ที่ถือว่า เป็น ภาษาราชการ ให้เป็น มาตรฐานเดียวกัน ทั้งประเทศ  และ รัฐบาล ผู้บริหารประเทศ เห็นความสำคัญ ในเรื่องนี้
จึงได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องระเบียบการใช้ ตัวสะกด ภาษาหนังสือไทย กำชับ ให้ หน่วยงานของรัฐ และ สถานศึกษา
ใช้ ภาษาไทย ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ในการทำ หนังสือราชการ

หมายเหตุ

ขอให้ดู เหตุผลในการตรา พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ปรากฏอยู่ท้าย พระราชบัญญัติดังกล่าว และ
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องระเบียบการใช้ตัวสะกด ฉบับลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ที่ได้ตีพิมพ์ไว้ใน
หนังสือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ทุกฉบับ  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๖
ซึ่ง ผู้เขียน ได้รวบรวมมาไว้ใน ภาคผนวก แล้ว

มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
๒๑ มกราคม ๒๕๕๑



การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย

คำนำ

          เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า คนไทย มี ภาษาไทย เป็น ภาษาประจำชาติ  แต่ คนไทย ที่มีถิ่นที่อยู่ต่างกัน ต่างก็มี ภาษาเฉพาะของท้องถิ่น
ของตน ที่มีรูปลักษณะเฉพาะตัว ทั้งถ้อยคำ และ สำเนียง ไว้เพื่อสื่อความหมายกัน  แต่เมื่อ คนไทย ต่างท้องถิ่นกันมาพบปะพูดจากัน มามีความสัมพันธ์กัน ไม่สามารถ พูดจา สื่อความหมายกันให้รู้เรื่อง และ มีความเข้าใจในเรื่องเดียวกันได้ เพราะ ถ้อยคำ คำเดียวกัน เขียนตัวสะกดเหมือนกัน เปล่งเสียงอ่านเหมือนกัน แต่มีความหมายต่างกัน ดังนั้น ทางราชการ จึงได้จัดให้มี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เพื่อให้คนไทย
ที่อยู่ต่างท้องถิ่นกัน  มีภาษาต่างกัน มี ภาษาไทย ที่เป็น ภาษากลาง หรือ ภาษาราชการ ไว้ใช้ร่วมกัน และ ภาษาราชการ
ได้ดำเนินการจัดทำขึ้นตาม กฎหมาย คือ พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงถือได้ว่า เป็น ภาษาไทย ที่ชอบด้วยกฎหมาย     
    
           ที่ ผู้เขียนตั้งใจเขียนบทความเรื่องนี้ เนื่องจาก ผู้เขียน เป็น นักกฎหมาย รับราชการ เป็น ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม มานาน
เกือบ ๔๐ปีเต็ม นอกจากได้ปฏิบัติหน้าที่เป็น ศาล ในการพิพากษาชี้ขาดอรรถคดีเกือบทุกประเภท ในทุกชั้นศาล ศาลละหลายปี เมื่อเป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา ก็ได้ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา  ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ในศาลฎีกา เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาข้อกฎหมาย หลายครั้ง ทำให้ได้ทราบถึง กระบวนความคิด ในการตีความปัญหาข้อกฎหมาย ของ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่แตกต่างกันไป หลายคนไม่เห็นความสำคัญของ การใช้ ภาษาไทย ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  โดยอ้างเหตุผลว่า
จะตีความกฎหมาย ตามตัวอักษร อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องตีความ ตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย และ ของผู้ร่างกฎหมายด้วย เมื่อถามว่า จะไปหาเจตนารมณ์ของผู้ร่างได้ที่ไหน ก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ ครั้นเมื่อถามถึง คำนิยามความหมายของถ้อยคำในกฎหมายแต่ละคำ ก็ไม่สามารถบอกได้ จึงหมายความว่า บุคคลเหล่านั้น บัญญัติคำศัพท์ ภาษากฎหมายเอง
 
               นอกจากเป็น ข้าราชการตุลาการในศาลยุติธรรม ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เป็น ศาล ออกนั่งพิจารณาพิพากษาชี้ขาดคดี บนบัลลังก์
แล้วยังมีโอกาสได้ดำรงตำแหน่งในทางบริหารศาลด้วย ได้แก่ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในต่างจังหวัด อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ 
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  และได้ย้อนกลับไปอยู่ที่ ศาลฎีกา ในตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา 
ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา  และได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ เป็นผู้ให้การอบรม ผู้ช่วยผู้พิพากษา  และ ผู้พิพากษาใหม่
ในการพิจารณาพิพากษาคดี และ แนะนำเรื่องการดำรงตนของผู้พิพากษา ด้วย

              การเป็น ผู้พิพากษา ใน ศาลชั้นต้น โดยเฉพาะ ศาลชั้นต้น ใน กรุงเทพมหานคร ได้มีโอกาส ออกนั่งพิจารณาคดีใหญ่ และ คดีสำคัญๆ
ทั้งคดีการเมือง คดีที่ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทุจริตต่อหน้าที่  หรือ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้พบเห็นการว่าความของ ทนายความ ทุกประเภท
นับจำนวนไม่ได้ ทั้งทนายความที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในการว่าความ  ในการซักถาม  ถามค้าน  และถามติงพยาน และ ทนายความที่อ่อนหัด ทนายความที่เกเร ตระบัดสินลูกความ
 
              เมื่อเกษียณอายุราชการ เมื่อคราวที่มีอายุครบ ๖๐ ปี  ผู้เขียน ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาร่าง
พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่จะเสนอต่อวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๒  เมื่อกลับเข้าไปรับราชการ เป็น ข้าราชการตุลาการใหม่ ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในตำแหน่ง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา  ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา และ รับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน เกี่ยวกับ ผลกระทบของการใช้รัฐธรรมนูญ วุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๕ ได้มีโอกาสศึกษา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ อย่างละเอียด และได้เดินทางไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ในหลายจังหวัด
ทุกภูมิภาค ได้พบข้อบกพร่อง ที่ควรได้รับการพิจารณาปรับปรุงแก้ไข หลายเรื่อง หลายประการ แต่ไม่มีโอกาสได้เห็น และได้ร่วมในการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากมีการปฏิวัติรัฐประหาร เสียก่อน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ คณะปฏิวัติ ได้มีคำสั่งล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐  ที่เป็นฉบับของประชาชนโดยแท้จริง แล้ว คณะปฏิวัติ ได้ตั้ง สภาของคณะปฏิวัติ ที่ชื่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
และได้คัดเลือก และ แต่งตั้งคนของคณะปฏิวัติ เข้ามาเป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ ตรา รัฐธรรมนูญ ฉบับของ คณะปฏิวัติ คือ 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่มีการเปลี่ยนแปลง หลักการสำคัญๆ หลายอย่าง จึงถือไม่ได้ว่า เป็น กฎหมาย
ในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ปวงชนชาวไทย ที่จะต้องแสดงความเห็น
ในทางการเมืองของภาคเอกชน ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป กับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้

                อนึ่ง ขอเรียนว่า จากประสบการณ์ อันยาวนาน ที่ ผู้เขียน ตั้งใจตรวจสอบความจริง เรื่องการใช้ ภาษาไทย ของคนไทย
โดยเฉพาะ ข้าราชการ โดยการพบปะพูดคุยกับ ผู้พิพากษา  ตุลาการ  พนักงานอัยการ  นักกฎหมาย  ทนายความ  อาจารย์ผู้สอนกฎหมาย 
และอาจารย์ผู้สอนวิชาการต่างๆ ทั้งใน มหาวิทยาลัยของรัฐ และ มหาวิทยาลัยเอกชน ทำให้ได้พบ ความจริงที่ไม่น่าเชื่อว่า  คนไทยเราส่วนมาก
แม้แต่ ผู้พิพากษา ตุลาการ  และ อาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย คิดว่า ตนเองเป็น คนไทย มีความรู้เรื่อง ภาษาไทย ดีอยู่แล้ว
และรู้ความหมายของถ้อยคำภาษาไทยทุกถ้อยคำที่ถูกต้องตามกฎหมาย มาตั้งแต่เกิด ไม่จำเป็นต้องเปิด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
หาความหมายของถ้อยคำ จะเปิด พจนานุกรม ต่อเมื่อต้องการเขียนตัวสะกดการันต์ ให้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง  เนื่องจาก
ภาษาไทย นอกจาก มี ภาษาเฉพาะถิ่น แล้ว ยังมี ภาษาเฉพาะวงการ  เฉพาะอาชีพ แต่ละอาชีพ เช่น  ภาษาราชการ  ภาษาธรรม   ภาษากฎหมาย  และ ภาษาที่ใช้สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอีกด้วย ดังนั้น การบัญญัติกฎหมาย ของ รัฐสภา ต้องใช้ ภาษากฎหมาย  การทำ หนังสือราชการ
ของหน่วยงานราชการ ทุกแห่ง อยู่ภายใต้บังคับ พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน ให้ใช้ ภาษาไทย ที่เป็น ภาษาราชการ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  เป็นเหตุให้ผู้คนเหล่านั้น อ่าน กฎหมาย ไม่รู้เรื่อง  อ่าน หนังสือราชการ แล้วเข้าใจไม่ถูกต้อง เพราะตีความตามความเข้าใจของตนเอง  เมื่อไปประกอบธุรกิจ ก็ต้องประสบกับการขาดทุน เพราะ อ่านกฎหมาย  อ่านสัญญา แล้วเข้าใจผิด เมื่อเป็นคดีความในศาล ก็แพ้คดี หมดตัว
ถึงกับตกเป็นบุคคลล้มละลาย และอาจร้ายแรง ถึงต้องติดคุกติดตะราง 

         ผู้ที่เป็น ผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ บัญญัติกฎหมาย ในรัฐสภา โดยตรง จึงมีความจำเป็นต้องมีความรู้เรื่อง ภาษากฎหมาย และ ภาษาราชการ
เป็นอย่างดี เพื่อที่จะนำไปใช้ในรัฐสภาได้อย่างถูกต้อง   
 
ผู้ที่เข้าไปเป็น คณะรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ บริหารราชการแผ่นดิน เป็น ข้าราชการการเมือง ก็จำเป็นต้องสนใจ ภาษากฎหมาย และ ภาษาราชการ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ด้วย  เพราะ รัฐธรรมนูญ บังคับให้ ผู้บริหารราชการแผ่นดิน ต้อง ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ  ตามกฎหมาย และ ตาม นโยบายที่แถลงไว้ต่อ รัฐสภา  จะทำตามอำเภอใจหาได้ไม่ 

        ด้วยความตั้งใจที่จะให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะการใช้ ภาษาไทย ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หมดสิ้นไป ผู้เขียน จึงได้พยายามค้นคว้า
หาหลักวิชา และ เหตุผล มานำเสนอให้ได้พิจารณากัน เท่าที่สามารถทำได้ และคิดว่ายังมี  หลักวิชา และ เหตุผลอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งผู้เขียน
ยังค้นไม่พบ จึงขอความกรุณา ท่านผู้รู้ ได้โปรดแนะนำ เพื่อผู้เขียนจะได้นำมาเขียนเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์แก่คนไทยทุกคนต่อไป   

มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
๒๒ มกราคม ๒๕๕๑



การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย

มีคำถามจาก เพื่อน และ ผู้ใกล้ชิด ของ ผู้เขียน ทันที เมื่อ ผู้เขียน บอกว่า จะเขียนเรื่องการใช้ ภาษาไทย ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ว่า ภาษาไทย
ก็มี ภาษาไทย ที่ถูกกฎหมาย และ ภาษาไทย ที่ผิดกฎหมายด้วยหรือ

ผู้เขียนตอบว่า ไม่มี ภาษาไทย ที่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าใช้ ภาษาไทย ที่ไม่ตรงกับที่กฎหมาย กำหนดไว้ ในแต่ละประเภท โดยเฉพาะ ภาษากฎหมาย 
และ ภาษาราชการ ผลรับที่ออกมา อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการก็ได้
       
ผู้เขียน มีความเห็นว่า เมื่อจะกล่าวถึง เรื่อง การใช้ ภาษาไทย ให้ถูกต้องตาม  กฎหมาย เราควรทราบความหมายที่เป็น ภาษาราชการ
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ของ ถ้อยคำต่างๆ ดังต่อไปนี้เสียก่อน

“ภาษา” น.
-หมายความถึง  ถ้อยคำ ที่ใช้ พูด หรือ เขียน เพื่อ สื่อความ ของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือ เพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น  ภาษาราชการ  ภาษากฎหมาย  ภาษาธรรม;
-หมายความถึง   เสียง  ตัวหนังสือ หรือ กิริยาอาการ ที่ สื่อความ ได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ;
(โบ) หมายความถึง  คน หรือ ชาติที่พูดภาษานั้น ๆ เช่น มอญ ลาว ทะวาย นุ่งห่ม และแต่งตัวตามภาษา. (พงศ. ร. ๓);
-(คอม) หมายความถึง  กลุ่มของชุดอักขระ สัญนิยม และ กฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น เพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาซี ภาษาจาวา;
-โดยปริยาย หมายความว่าสาระ, เรื่องราว, เนื้อความที่เข้าใจกัน, เช่น ตกใจจนพูดไม่เป็นภาษา เขียนไม่เป็นภาษา ทำงานไม่เป็นภาษา.
 
           ท่านผู้อ่าน คงจะเห็นแล้วว่า คำนิยามความหมายของคำว่า ภาษา นั้น ต้องเขียนเป็น ตัวหนังสือ ด้วยข้อความที่ยาว หลายบรรทัด
ซึ่งประกอบด้วย ถ้อยคำ ใน ภาษาหนังสือไทย ที่มีความหมายเฉพาะด้วย ถ้าหากเราไม่ทราบความหมายของถ้อยคำเหล่านั้น แต่ละคำ
เราจะไม่มีทางทราบความหมายที่แท้จริง และถูกต้องในทุกแง่ทุกมุม  ผู้เขียนจึงขอนำคำศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาให้พิจารณาดังต่อไปนี้ 
“สื่อ” ก. ติดต่อให้ถึงกัน เช่น สื่อความหมาย, ชักนําให้รู้จักกัน.  น. ผู้ หรือ สิ่ง ที่ติดต่อให้ถึงกัน หรือ ชักนําให้รู้จักกัน เช่น เขาใช้จดหมายเป็นสื่อติดต่อกัน กุหลาบแดงเป็นสื่อของความรัก, เรียกผู้ที่ทำหน้าที่ชักนำเพื่อให้ชายหญิงได้แต่งงานกันว่า พ่อสื่อ หรือ แม่สื่อ; (ศิลปะ) วัสดุต่าง ๆ
ที่นำมาสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ให้มีความหมายตามแนวคิด ซึ่งศิลปินประสงค์แสดงออกเช่นนั้น เช่น สื่อผสม.
“ความ” [คฺวาม] น. เรื่อง เช่น เนื้อความ เกิดความ; อาการ เช่น ความทุกข์ ความสุข; คดีที่ฟ้องร้องกันในโรงศาล; คํานําหน้ากริยา หรือ วิเศษณ์ เพื่อ แสดงสภาพ เช่น ความตาย ความดี ความชั่ว.
“ถ้อยคำ” น. คำ ที่กล่าว
“คำ” น. เสียงพูด, เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ, เสียงพูด หรือ ลายลักษณ์อักษร ที่เขียน หรือ พิมพ์ขึ้นเพื่อแสดงความคิด  โดยปรกติถือว่าเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งมีความหมายในตัว, ใช้ประกอบหน้าคําอื่นมีความหมายเช่นนั้น เช่น คํานาม คํากริยา คําบุรพบท; พยางค์ซึ่งเป็นส่วนย่อยของ วรรค หรือ บาท ใน ฉันท์ แต่ละพยางค์ถือว่าเป็นคำหนึ่ง, ๒ วรรคของคำกลอน; ลักษณนามของเสียงพูด เช่น พูดคําหนึ่ง, ลักษณนามบอกจําพวก
ของเคี้ยวของกิน เช่น ข้าวคําหนึ่ง, ลักษณนามเรียก ๒ วรรคของคํากลอนว่า คําหนึ่ง.
“พูด”ก. เปล่งเสียงออกเป็นถ้อยคํา, พูดจา ก็ว่า.
“เขียน”ก. ขีดให้เป็น ตัวหนังสือ หรือ เลข, ขีดให้เป็นเส้น หรือ รูปต่าง ๆ, วาด, แต่งหนังสือ.
“เสียง” น. สิ่ง ที่รับรู้ได้ด้วย หู  เช่น เสียงฟ้าร้อง เสียงเพลง เสียงพูด; ความเห็น เช่น เรื่องนี้ฉันไม่ออกเสียง, ความนิยม เช่น
คนนี้เสียงดี มีหวังได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, คะแนนเสียง เช่น ลงมติกันแล้ว เขาชนะ เพราะได้ เสียงข้างมาก.
“ตัวหนังสือ” น. สัญลักษณ์แทนเสียง หรือคํา พูด.
“กิริยา” น. การกระทํา; อาการที่แสดงออกมาด้วยกาย, มารยาท, บางทีใช้ในอาการที่ดี เช่น มีกิริยา หมายความว่า มีกิริยาดี. (ป.).
“อาการ” [อากาน, อาการะ-] น. ความเป็นอยู่, ความเป็นไป, สภาพ, เช่น อาการไข้; กิริยาท่าทาง เช่น อาการพิรุธ; ลักษณะเดียวกัน
เช่น โดยอาการนั้น; ส่วนของร่างกายซึ่งนิยมว่ามี ๓๒ อย่าง เรียกว่า อาการ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น. (ป., ส.).
“เป็นอยู่” ว. สภาพความเป็นไป ในคำว่า ความเป็นอยู่.
“เป็นไป” ก. ดำเนินไป
“ดำเนิน” ก. เดิน, ราชาศัพท์ใช้ว่า ทรงพระดําเนิน; ให้เป็นไป เช่น ดําเนินงาน ดําเนินชีวิต. (ข. ฎํเณีร).
 
เมื่อทราบคำศัพท์เหล่านี้แล้ว คงทำให้ เข้าใจความหมายของคำว่า “ภาษา” มากขึ้นอีก

ต่อจากนี้ ผู้เขียน จะได้นำ คำศัพท์ ที่สำคัญๆ ที่ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น ผู้แทนราษฎร และ ผู้บริหารราชการแผ่นดิน ควรทราบ มาให้ได้ศึกษากัน
 
    “ประชาธิปไตย” [ปฺระชาทิปะไต, ปฺระชาทิบปะไต] น. ระบอบการปกครองที่ถือ มติปวงชนเป็นใหญ่, การถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่.
(ส. ปฺรชา + ป. อธิปเตยฺย).
   คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
“ระบอบ” น. แบบอย่าง, ธรรมเนียม, เช่น ทำถูกระบอบ; ระเบียบการปกครอง เช่น การปกครองระบอบประชาธิปไตย
การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์.
“ปกครอง” ก. ดูแล, คุ้มครอง, ระวังรักษา; บริหาร.
“บริหาร”  [บอริหาน] ก. ปกครอง เช่น บริหารส่วนท้องถิ่น; ดําเนินการ, จัดการ, เช่น บริหารธุรกิจ; กล่าวแก้.  ออกกําลัง
เช่น บริหารร่างกาย; น. ดํารัสสั่ง เช่น ราชบริหาร, คําแถลงไข เช่น พระพุทธบริหาร. (ป., ส. ปริหาร).
“จัดการ”ก. สั่งงาน, ควบคุมงาน, ดําเนินงาน.

“มติ” [มะติ] น. ความเห็น, ความคิดเห็น, เช่น ที่ประชุมลงมติ มติของข้าพเจ้า, ความรู้; ข้อวินิจฉัยญัตติที่เสนอต่อที่ประชุม
“ความเห็น” น. ข้อวินิจฉัยหรือความเชื่อที่แสดงออกตามที่เห็น รู้ หรือ คิด เช่น ฉันมีความเห็นว่านักมวยไทยจะเป็นฝ่ายชนะ
ผมมีความเห็นว่าเขาเป็นคนน่าเชื่อถือ.
   
“สมบูรณาญาสิทธิราชย์” [สมบูระนายาสิดทิราด] น. ระบอบการปกครองซึ่งพระมหากษัตริย์ มี อํานาจสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศ.
(อ. absolute monarchy).
“เผด็จการ”น. การใช้อํานาจบริหารเด็ดขาด, เรียกลัทธิหรือแบบการปกครองที่ผู้นำคนเดียวหรือบุคคลกลุ่มเดียวใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด
ในการบริหารประเทศว่า ลัทธิเผด็จการ, เรียกผู้ใช้อำนาจเช่นนั้นว่า ผู้เผด็จการ.

 “ผู้แทนราษฎร” น. บุคคล ที่ได้รับเลือกตั้ง จากประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้ทําหน้าที่นิติบัญญัติ ในสภา, (ปาก) ผู้แทน.
“นิติ” [นิ-ติ, นิด] น. นีติ, กฎหมาย, กฎปฏิบัติ, แบบแผน, เยี่ยงอย่าง,ขนบธรรมเนียม, ประเพณี, วิธีปกครอง, เครื่องแนะนํา,
อุบายอันดี. (ป., ส. นีติ).
 “บัญญัติ” [บันหฺยัด] น. ข้อความ ที่ตรา หรือ กําหนด ขึ้นไว้เป็น ข้อบังคับ เป็นหลักเกณฑ์ หรือ เป็น กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติ พุทธบัญญัติ บัญญัติ ๑๐ ประการ. ก. ตรา หรือ กําหนด ขึ้นไว้เป็น ข้อบังคับ เป็น หลักเกณฑ์ หรือ เป็น กฎหมาย เช่น บัญญัติศัพท์ บัญญัติกฎหมาย.
(ป. ปญฺญตฺติ).
 “นิติบัญญัติ” (กฎ) น. การบัญญัติกฎหมาย.
 “รัฐสภา” [รัดถะสะพา] น. องค์กรนิติบัญญัติ ทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ประกอบด้วย วุฒิสภา และ สภาผู้แทนราษฎร.
“วุฒิสภา” กฎ) น. สภานิติบัญญัติ สภาหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกับ สภาผู้แทนราษฎร แล้วประกอบเป็น รัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(พุทธศักราช ๒๕๔๐) วุฒิสภาประกอบด้วย สมาชิก ซึ่งราษฎรเลือกตั้งจำนวน ๒๐๐ คน ตามวิธีแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้ เขตจังหวัด เป็น
เขตเลือกตั้ง มีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และ มีอำนาจหน้าที่อื่น ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ.
“สภาผู้แทนราษฎร” (กฎ) น. สภานิติบัญญัติสภาหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกับ วุฒิสภา แล้วประกอบเป็น รัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(พุทธศักราช ๒๕๔๐) สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชิกจำนวน ๕๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง
จัดทำขึ้น จำนวน ๑๐๐ คน และ สมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบ แบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน มีหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ
และมีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามระบบการปกครองแบบ รัฐสภา.
“ญัตติ” น. คําประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทํากิจของสงฆ์ร่วมกัน เช่น ญัตติทุติยกรรมวาจา ญัตติจตุตถกรรมวาจา, คําเผดียงสงฆ์ ก็ว่า;
ข้อเสนอเพื่อลงมติ เช่น ผู้แทนราษฎรเสนอญัตติเข้าสู่สภาเพื่อขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่; หัวข้อโต้วาที
เช่น โต้วาทีในญัตติว่า ขุนช้างดีกว่าขุนแผน. (ป.).
“แปรญัตติ” ก. แก้ถ้อยคํา หรือ เนื้อความ ในร่างกฎหมาย ที่ สภา รับหลักการแล้ว.
“กระทู้” น. หัวข้อ หรือ ข้อความ ที่ตั้งให้อธิบาย เช่น กระทู้ธรรม กระทู้ถาม.
 “อภิปราย” [อะพิปฺราย] ก. พูดชี้แจงแสดงความคิดเห็น. (ส. อภิปฺราย).

ถ้อยคำที่สำคัญที่สุด คือคำว่า “กฎหมาย” เพราะจะเป็นข้อตัดสินชี้ขาดว่า กฎ หรือ ข้อความใด หรือ ข้อบังคับใด เป็น กฎหมาย ในระบอบประชาธิปไตย หรือไม่

 “กฎหมาย” (กฎ) น. กฎ ที่ สถาบัน หรือ ผู้มีอํานาจสูงสุดในรัฐ ตราขึ้น หรือ ที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ
เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือ เพื่อกําหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือ ระหว่างบุคคลกับรัฐ. 
หมายเหตุ
ความหมายของ ถ้อยคำ ใน ข้อความ ที่เป็นคำนิยาม ที่ต้องค้นหาเพื่อให้ทราบความหมายของคำว่า กฎหมาย อย่างละเอียดต่อไป ได้แก่
“กฎ” [กด] (กฎ) ข้อกําหนด หรือ ข้อบัญญัติ ที่ บังคับ ให้ต้องมีการปฏิบัติตาม เช่น กฎกระทรวง กฎหมาย;
หากฝ่าฝืน บทบัญญัติใน กฎหมายอาญา จะต้องถูกลงโทษทางอาญา ได้แก่ ประหารชีวิต  จำคุก  กักขัง  ปรับ  และ ริบทรัพย์สิน
ตามที่บัญญัติไว้ใน  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘
หากฝ่าฝืน บทบัญญัติใน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะต้องถูกออกหมายบังคับคดีให้มีการปฏิบัติตาม คำบังคับของศาล
“บังคับ” ก. ใช้อํานาจสั่งให้ทําหรือให้ปฏิบัติ;  ให้จําต้องทํา เช่น อยู่ในที่บังคับ;  ให้เป็นไปตามความประสงค์ เช่น บังคับเครื่องบินให้ขึ้นลง. 
น. (โบ) การว่ากล่าวปกครอง, อํานาจศาลสมัยมีสภาพนอกอาณาเขต, เช่น คนในบังคับอังกฤษ; กฎเกณฑ์ของการประพันธ์ที่บัญญัติใช้ในฉันทลักษณ์ เช่น บังคับครุลหุ บังคับเอกโท บังคับสัมผัส.
“ข้อกำหนด”  น. ข้อความ ที่ระบุเป็น หลักเกณฑ์ หรือ วิธีการ ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติ หรือ ดําเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง.
“ข้อความ” น. เนื้อความตอนหนึ่ง ๆ, ใจความสั้น ๆ ของเรื่อง
“ข้อบัญญัติ” (กฎ) น. กฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตราขึ้นเพื่อใช้บังคับในเขตขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ
เช่น ข้อบัญญัติจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติเมืองพัทยา.
“อธิปไตย” [อะทิปะไต, อะทิบปะไต] น. อํานาจสูงสุดของรัฐ ที่จะใช้บังคับบัญชาภายในอาณาเขตของตน. (ป. อธิปเตยฺย ว่า ความเป็นใหญ่ยิ่ง). (อ. sovereignty).
“อํานาจสูงสุดของรัฐ”  จึงหมายถึง  อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของ ปวงชนชาวไทย ตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓
“ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ” จึงหมายถึง ปวงชนชาวไทย 
แต่ตามระบอบประชาธิปไตย ปวงชนชาวไทย จะตั้งผู้แทนให้เข้าไปทำหน้าที่ ลงมติ หาเสียงข้างมากแทน ใน รัฐสภา โดยกำหนดหลักเกณฑ์
และ วิธีการไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกฉบับ
“บริหาร”  [บอริหาน] ก. ปกครอง เช่น บริหารส่วนท้องถิ่น; ดําเนินการ, จัดการ, เช่น บริหารธุรกิจ; กล่าวแก้.  ออกกําลัง เช่น บริหารร่างกาย;
น. ดํารัสสั่ง เช่น ราชบริหาร, คําแถลงไข เช่น พระพุทธบริหาร. (ป., ส. ปริหาร).
“ปกครอง” ก. ดูแล, คุ้มครอง, ระวังรักษา; บริหาร.
“จัดการ”ก. สั่งงาน, ควบคุมงาน, ดําเนินงาน.
“สั่ง” ก. บอกไว้เพื่อให้ทํา หรือ ให้ปฏิบัติ เป็นต้น เช่น ครูสั่งให้นักเรียนทำการบ้าน แม่สั่งให้ถูบ้าน; บอกไว้อาลัยในการที่จะจากไป
เช่น ฝนสั่งฟ้า ทศกัณฐ์สั่งเมือง อิเหนาสั่งถ้ำ สิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง ตายไม่ทันสั่ง
“ดูแล” ก. เอาใจใส่, ปกปักรักษา, ปกครอง.
“คุ้มครอง”  ก. ป้องกันรักษา,  ระวังรักษา, ปกป้องรักษา.
“ดำเนิน” ก. เดิน, ราชาศัพท์ใช้ว่า ทรงพระดําเนิน; ให้เป็นไป เช่น ดําเนินงาน ดําเนินชีวิต. (ข. ฎํเณีร).
 
   ผู้ที่ ทำการยึดอำนาจการปกครอง หรือ ปล้นอำนาจการปกครอง หรือ ผู้ที่ก่อการกบฏ มิใช่ผู้มี อำนาจอธิปไตย อำนาจที่ใช้บังคับ
เป็น อำนาจของกองโจร ซึ่งเป็น อำนาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือ อำนาจเถื่อน จึงไม่มีอำนาจตราสิ่งที่เรียกว่า กฎหมาย
ออกมาใช้บังคับปวงชนชาวไทย ใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
 
ข้อกำหนด หรือ ข้อบังคับ ต่างๆ ที่ คณะปฏิวัติ กำหนดขึ้น ที่เขียนขึ้น หรือสั่ง หรือ จ้างคนมาเขียนขึ้นมาบังคับใช้ จึงมีฐานะเป็น คำสั่งของกองโจร เท่านั้น ภาษาราชการ หรือ ภาษากฎหมาย ไม่เรียกว่า กฎหมาย แต่ คณะปฏิวัติ ใช้อำนาจของ คณะปฏิวัติ ที่มีภาพของ กองกำลังทหารติดอาวุธ
ขู่บังคับให้ ปวงชนชาวไทย เรียกว่า กฎหมาย แต่ความเป็นจริงแล้ว ถือว่า เป็น “คำสั่งของคณะปฏิวัติ” เท่านั้น

   เมื่อ คณะปฏิวัติ ล่าถอย หรือ ถอนตัวออกไปแล้ว อำนาจของคณะปฏิวัติ หมดสิ้นไปแล้ว สภาพบังคับ ก็ย่อมหมดไปด้วย หากมีผู้นำมาใช้บังคับต่อไปอีก และเกิดข้อโต้เถียงกัน จนหาข้อยุติไม่ได้ คงต้องถามมติของปวงชนชาวไทย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจนิติบัญญัติ ว่า จะยอมรับว่า  ข้อบังคับ ของ คณะปฏิวัติ เป็น กฎหมาย ในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อไปหรือไม่


ชื่อกฎหมาย
 
“กฎหมายปกครอง”   (กฎ) น.  กฎหมายสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชนที่วางหลักเกี่ยวกับการจัดระเบียบในทางปกครองของรัฐ และการดำเนินกิจกรรมของฝ่ายปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะรวมทั้งวางหลักความเกี่ยวพันในทางปกครองระหว่างฝ่ายปกครองกับเอกชน.
(อ. administrative law).
“รัฐธรรมนูญ” [รัดถะทํามะนูน, รัดทํามะนูน] น. บทกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ โดยกำหนดรูปแบบของรัฐว่าเป็นรัฐเดียว
หรือรัฐรวม ระบอบการปกครองของรัฐ รวมทั้งสถาบันและองค์กร การใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองรัฐ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช ๒๕๔๐). (อ. constitution).
    “กฎหมายแพ่ง” (กฎ) น. กฎหมายที่วางระเบียบความเกี่ยวพันระหว่างบุคคลเกี่ยวกับสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยนิติกรรม ละเมิดทรัพย์สินครอบครัว มรดก. (อ. civil law).
    “กฎหมายพาณิชย์” (กฎ) น. กฎหมายที่วางระเบียบความเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจระหว่างบุคคล เช่น กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย
การเช่าทรัพย์ การจํานอง การจํานํา ตั๋วเงิน หุ้นส่วน บริษัท. (อ. commercial law).
“กฎหมายอาญา” (กฎ) น. กฎหมายที่กําหนดลักษณะของการกระทําที่ถือว่าเป็นความผิด และกําหนดบทลงโทษทางอาญาสําหรับความผิดนั้น.
(อ. criminal law).
      
“ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”  คือ หนังสือกฎหมาย ที่รวบรวมกฎหมาย ที่เกี่ยวกับ หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ และ ระเบียบวิธีการ
ในการนำคดีอาญา เข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาล เพื่อบังคับให้ ข้อกำหนด ใน กฎหมายอาญา มีผลบังคับ  เปรียบได้กับ บทละคร ให้ ตัวละคร
ใน คดีอาญา ต้องแสดง จะแสดงนอกบทไม่ได้ หากแสดงนอกบทจะไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิของตน ตามที่กฎหมายบัญญัติ
   ตัวละคร ที่กำหนดไว้ใน กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ ผู้เสียหาย ผู้กล่าวโทษ,  ผู้ต้องหา,  จำเลย,  โจทก์, 
เจ้าพนักงานผู้จับกุม,  พนักงานสอบสวน,  พนักงานอัยการ,  ผู้ว่าราชการจังหวัด,  ทนายความ,  ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น,   
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์,   ผู้พิพากษาศาลฎีกา,  พยานบุคคล,   พนักงานคุมประพฤติ,   พัศดีเรือนจำ   เป็นต้น
 
   “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง”  คือ หนังสือกฎหมายที่รวบรวมบทกฎหมาย เกี่ยว กับกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และ ระเบียบวิธีการ
ในการนำ คดีแพ่งและพาณิชย์ เข้าสู่ กระบวนพิจารณาของศาล เพื่อการบังคับให้ ข้อกำหนด ใน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลบังคับ เปรียบได้กับ บทละคร  ให้ ตัวละครในคดีแพ่ง ต้องแสดง จะแสดงนอกบทไม่ได้ หากแสดงนอกบทจะไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิของตน ตามที่กฎหมายบัญญัติ
 
   “พระราชบัญญัติ”  บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ พระมหากษัตริย์ ทรงตราขึ้น โดยคำแนะนำและยินยอม ของ รัฐสภา 
คำว่า พระราชบัญญัติ เป็นคำที่ใช้นำหน้าชื่อกฎหมายต่าง ๆ เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ ๒๕๓๔
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ ๒๕๔๐ 
    คำว่า “พระราชบัญญัติ”  มีใช้มาตั้งแต่สมัยที่ ประเทศไทย ปกครองด้วย ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ถ้าแปลความหมายตรงตัว
ก็จะหมายความว่า  ข้อความที่พระมหากษัตริย์ ทรงตราขึ้นไว้เป็น กฎหมาย
“พระราชกำหนด” (กฎ) น. บทบัญญัติ แห่ง กฎหมาย ที่ พระมหากษัตริย์ ทรงตราขึ้นโดยอาศัย อํานาจบริหาร ให้ใช้บังคับดังเช่น
พระราชบัญญัติในกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือ
ความปลอดภัยสาธารณะ หรือ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือ ในระหว่างสมัยประชุม ของ รัฐสภา
ถ้ามีความจําเป็นต้องมี กฎหมายเกี่ยวด้วยการภาษีอากร หรือ เงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วน แล ลับ เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน.

   “พระราชกฤษฎีกา”  (กฎ) น.  บทบัญญัติ ที่ พระมหากษัตริย์ ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจ ตาม รัฐธรรมนูญ  พระราชบัญญัติ หรือ
พระราชกำหนด เพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน
 “เทศบัญญัติ”  (กฎ)  น.  บทกฎหมาย ที่ เทศบาล ตราขึ้นเพื่อใช้บังคับภายใน เขตเทศบาลนั้น.
   “พระธรรมนูญศาลยุติธรรม”    (กฎ) น หมายความว่า . กฎหมายที่จัดระเบียบองค์กรศาลยุติธรรม และ กำหนด อำนาจศาล ตลอดจน
เขตอำนาจของศาลยุติธรรมต่าง ๆ.
“รัษฎากร” [รัดสะ-] น. รายได้ของแผ่นดิน; (กฎ) ภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร. (เพี้ยนมาจาก ส. ราษฺฏฺร + อากร
หมายความว่า อากรของประเทศ).
“ประมวล” [ปฺระมวน] ก. รวบรวมให้เข้าระเบียบเป็นหมวดหมู่, โบราณเขียนเป็น ประมวญ ก็มี. น. หนังสือที่รวบรวมสิ่งซึ่งเป็นประเภทเดียวกัน
เช่น ประมวลกฎหมาย ประมวลภาพ.
“ประมวลรัษฎากร”  จึงมาจากคำว่า  “ประมวล”  และคำว่า “รัษฎากร” หมายความว่า  รวมกฎหมายภาษีอากรประเภทต่างๆ
“ประกาศ” ก.  ป่าวร้อง,   แจ้งให้ทราบ,  เช่น  ประกาศงานบุญงานกุศล. น. ข้อความที่แจ้งให้ทราบทั่วกัน เช่น ประกาศของวัด
ประกาศของบริษัท; (กฎ) ข้อความ ที่ทางราชการ แจ้งให้ ประชาชน ทราบ หรือ วางแนวทางให้ปฏิบัติ เช่น ประกาศพระบรมราชโองการ
ประกาศกระทรวง ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี. (ส. ปฺรกาศ; ป. ปกาส).
“ประมวลกฎหมาย” (กฎ) น. บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่รวบรวม กฎหมายในลักษณะเดียวกัน ไว้เป็น ระบบ ตาม หลักวิชาการ 
เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลรัษฎากร.
“มาตรา”  (กฎ) บทบัญญัติในกฎหมาย ที่แบ่งออกเป็น ข้อ ๆ โดยมี เลขกํากับเรียงตามลําดับ;   
“อนุมาตรา” น. ข้อย่อย ของ มาตราในกฎหมาย ที่มีเลขกำกับอยู่ใน วงเล็บ.
“คณะรัฐมนตรี” (กฎ) น. คณะบุคคล ซึ่ง พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี คนหนึ่ง และ รัฐมนตรี อื่นอีก
ไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญ เพื่อทําหน้าที่ บริหารราชการแผ่นดิน
“นายกรัฐมนตรี” (กฎ) น. ตําแหน่ง หัวหน้าคณะรัฐมนตรี.
“รัฐมนตรี” [รัดถะมนตฺรี] น. ผู้เป็นสมาชิกของ คณะรัฐมนตรี หรือ คณะรัฐบาล รับผิดชอบร่วมกับ คณะรัฐมนตรี ใน นโยบายทั่วไป ของ รัฐบาล
ในการบริหารราชการแผ่นดิน, ถ้าเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง หรือ ทบวง ก็เป็น ผู้บังคับบัญชาสูงสุด ใน กระทรวง หรือ ทบวง ที่ตนว่าการ
และ รับผิดชอบ ใน การบริหารราชการกระทรวง หรือ ทบวงนั้น ด้วยอีก ฐานะหนึ่ง; (โบ) ที่ปรึกษาราชการบ้านเมือง ใน สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์.
“รัฐบาล” [รัดถะบาน] น. องค์กรปกครองประเทศ, คณะบุคคล ที่ใช้ อํานาจบริหาร ในการปกครองประเทศ.
“องค์กร” น. บุคคล คณะบุคคล หรือ สถาบัน ซึ่งเป็น ส่วนประกอบ ของ หน่วยงานใหญ่ ที่ทำหน้าที่สัมพันธ์กัน หรือ ขึ้นต่อกัน เช่น คณะรัฐมนตรี
เป็น องค์กรบริหาร ของ รัฐ  สภาผู้แทนราษฎร เป็น องค์กรของรัฐสภา, ในบางกรณี องค์กร หมายความรวมถึง องค์การ ด้วย. (อ. organ).
“สถาบัน”  คือสิ่งซึ่ง ทางราชการ  หรือ สังคม จัดตั้งให้มีขึ้นเพราะเห็นประโยชน์ว่ามีความต้องการ และ จำเป็นแก่วิถีชีวิตของคนในสังคม  สถาบัน
ในที่นี้หมายความถึง สถาบัน หรือ องค์กร ซึ่งใช้เป็น สถานที่ทำงาน ของ บุคคล ที่มาทำ หน้าที่บริหาร  เช่น  กระทรวงมหาดไทย   
กระทรวงยุติธรรม    กระทรวงคมนาคม  ฯ
“กระทรวง” [-ซวง] (กฎ) น. ส่วนราชการหนึ่ง ใน ราชการบริหารส่วนกลาง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เป็น หัวหน้า
“ทบวง” [ทะ-] (กฎ) น. ส่วนราชการ ใน ราชการบริหารส่วนกลาง ซึ่งโดยสภาพ และปริมาณของงาน ไม่เหมาะสม ที่จะตั้งเป็น กระทรวง
อาจสังกัด หรือ ไม่สังกัด สํานักนายกรัฐมนตรี หรือ กระทรวง ก็ได้; ส่วนราชการ ใน ราชการบริหารส่วนกลาง ที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง
แต่เรียกชื่อว่า ทบวง เช่น ทบวงมหาวิทยาลัย.
“กรม” (กฎ) ส่วนราชการ ใน ราชการบริหารส่วนกลาง รองจาก กระทรวง และทบวง.
“กรรมาธิการ” [กํา-] น.บุคคลที่ สภาผู้แทนราษฎร หรือ วุฒิสภา เลือก และ ตั้งเป็นคณะกรรมาธิการ เพื่อกระทำกิจการ พิจารณาสอบสวน
หรือ ศึกษา เรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของแต่ละสภา แล้วรายงานต่อสภา  คณะกรรมาธิการ มี ๒ ประเภท คือ คณะกรรมาธิการสามัญ
และ คณะกรรมาธิการวิสามัญ
คณะกรรมาธิการสามัญ ประกอบด้วยบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกของสภาล้วน ๆ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ประกอบด้วย บุคคลผู้เป็นสมาชิก และ
บุคคลที่มิได้เป็นสมาชิก ของสภารวมกัน หรือ บุคคลที่มิได้เป็น สมาชิกของสภา ทั้งหมด ที่ สภา เลือก และ ตั้งเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญ 
 “นโยบาย” น. หลัก และ วิธีปฏิบัติ ซึ่งถือเป็น แนวดําเนินการ. (ป. นย + อุปาย).

สภาผู้แทนราษฎร เป็น ส่วนหนึ่งของ รัฐสภา ซึ่งเป็น สภาที่ใช้ อำนาจนิติบัญญัติ อันเป็น อำนาจนึ่ง ใน อำนาจอธิปไตย นอกจากมี อำนาจหน้าที่บัญญัติกฎหมายแล้ว  ยังมี อำนาจหน้าที่ ตรวจสอบการใช้ อำนาจบริหารประเทศ ของ คณะรัฐมนตรี และตรวจสอบการใช้ อำนาจตุลาการ
ของ ศาล ด้วย  อันเป็น กระบวนการถ่วงดุลอำนาจกัน ในระหว่างอำนาจอธิปไตย ทั้ง ๓ อำนาจ อันเป็นหลักสากล ที่มีอยู่ใน ระบอบประชาธิปไตย
 
วิธีการการตรวจสอบ การใช้อำนาจดังกล่าว สามารถทำได้โดยการตั้ง คณะกรรมาธิการสามัญ  และ คณะกรรมาธิการวิสามัญ
“อำนาจ” น. สิทธิ  เช่น มอบอํานาจ;   อิทธิพลที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องยอมทําตาม ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือไม่  หรือ ความที่สามารถบันดาลให้เป็นไปตามความประสงค์ เช่น อํานาจบังคับของกฎหมาย อํานาจบังคับบัญชา;  ความสามารถ หรือ สิ่งที่สามารถทํา หรือบันดาลให้เกิด สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้ เช่น อํานาจคุณพระศรีรัตนตรัย อํานาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์; กําลัง, พลัง เช่น อำนาจจิต อำนาจฝ่ายสูง อำนาจฝ่ายต่ำ; ความรุนแรง เช่น
ชอบใช้อํานาจ; การบังคับบัญชา เช่น อยู่ใต้อํานาจ; การบังคับ เช่น ขออํานาจศาล.
 
“สิทธิ” เป็นคำนาม หมายความว่า อำนาจอันชอบธรรม , ความสำเร็จ,  เป็นคำในกฎหมาย เป็นคำนาม หมายความว่า อำนาจที่จะกระทำการใดๆ
ได้อย่างอิสระ โดยได้รับการรับรองจากกฎหมาย
“หน้าที่” เป็นคำนาม แปลว่า กิจที่ควรทำ , กิจที่จะต้องทำ , วงแห่งกิจการ.
“กิจ” [กิด, กิดจะ-] น. ธุระ, งาน. (ป. กิจฺจ).
“ธุระ” [ทุระ-] น. หน้าที่การงานที่พึงกระทํา, กิจในพระศาสนา มี ๒ อย่าง คือ การเล่าเรียน เรียกว่า คันถธุระ และ การปฏิบัติทางใจ
เรียกว่า วิปัสสนาธุระ; (ปาก) เรื่องส่วนตัว เช่น ไม่ใช่ธุระของคุณ. (ป., ส.).
“งาน” น. สิ่ง หรือ กิจกรรม ที่ทํา, มักใช้เข้าคู่กับคำ การ  เช่น การงาน เป็นการเป็นงาน ได้การได้งาน; การพิธี หรือ การรื่นเริง
ที่คนมาชุมนุมกัน เช่น งานบวช งานปีใหม่.
“กิจการ” น. การงานที่ประกอบ, ธุระ.

“รับผิดชอบ” ก. ยอมรับ ผล ทั้งที่ดี และ ไม่ดี ใน กิจการ ที่ตนได้ทำลงไป หรือ ที่อยู่ในความดูแลของตน เช่น สมุห์บัญชี รับผิดชอบ เรื่องเกี่ยวกับ
การเงิน, รับเป็น ภารธุระ เช่น งานนี้เขารับผิดชอบ เรื่องอาหาร เธอจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉัน รับผิดชอบทุกอย่าง ในบ้านเอง.
“ผิด” ว. ไม่ตรง กับ ความจริง หรือ ที่กําหนดนิยมไว้, ไม่ถูก, ต่างไป, แปลกไป, เช่น ของสิ่งนี้ ผิดกับ สิ่งนั้น.
“รับผิด” ก. (กฎ) มีหน้าที่ผูกพันตามกฎหมาย ที่จะต้อง ชําระหนี้ หรือ กระทําการ หรืองดเว้นกระทําการ อย่างใดอย่างหนึ่ง,   .ยอมรับว่า ทำผิด
“เจตนา” [เจดตะนา] ก. ตั้งใจ, จงใจ, มุ่งหมาย. น. ความตั้งใจ, ความจงใจ, ความมุ่งหมาย. (ป., ส.).
“ประมาท” [ปฺระหฺมาด] ก. (กฎ) กระทํา โดย ปราศจากความระมัดระวัง ซึ่ง บุคคลในภาวะเช่นนั้น จักต้องมี ตาม วิสัย และ พฤติการณ์ และ
ผู้กระทํา อาจใช้ ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่. (ส. ปฺรมาท; ป. ปมาท).
-ขาดความรอบคอบ, ขาดความระมัดระวัง เพราะ ทะนงตัว, เช่น เวลาขับรถ อย่าประมาท; ดูหมิ่น เช่น ประมาทฝีมือ. น. ความเลินเล่อ,
การขาดความระมัดระวัง, เช่น ขับรถโดยประมาท;
“ประมาทเลินเล่อ” ก. กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง หรือ ละเลยใน สิ่งที่ควรกระทำ.
 “หมิ่นประมาท” ก. แสดง กิริยา วาจา ดูถูก เหยียดหยาม ผู้อื่น. (กฎ) น. ชื่อความผิดทางอาญา ฐาน ใส่ความ ผู้อื่น ต่อ บุคคล ที่สาม
โดยประการที่ น่าจะ ทําให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชัง.
“ใส่ความ” ก. พูด หรือ เขียน ให้ร้ายป้ายสี, กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย, เช่น เขามีนิสัยไม่ดี ชอบใส่ความคนอื่น.
“ร้าย” ว. ดุ เช่น ใจร้าย, ชั่ว เช่น ปากร้าย คนร้าย,  ไม่ดี เช่น เคราะห์ร้าย โชคร้าย ชะตาร้าย; ที่เป็นอันตราย เช่น พิษร้าย เนื้อร้าย โรคร้าย.
น. ความไม่ดี เช่น ใส่ร้าย ป้ายร้าย ให้ร้าย.
“ป้ายสี” ก. ใส่ความ ผู้อื่น โดย ไม่มีมูลความจริง, ให้ร้ายป้ายสี ก็ว่า
“ดุ” ก. ว่ากล่าว หรือ ทักท้วง ด้วยความโกรธ หรือ ไม่พอใจ เพราะมีความผิด หรือ ไม่อยู่ในโอวาท เป็นต้น, โดยปริยาย หมายความว่า
มีอันตรายมาก, มีคนเสียชีวิตมาก, เช่น นํ้าปีนี้ดุ ที่ตรงนี้ดุ. ว. มีลักษณะ ทําให้ ดูน่ากลัว หรือ น่าเกรงขาม เช่น หน้าดุ ตาดุ; ร้าย, ร้ายกาจ,
เห้มโหด, เช่น หมาดุ เสือดุ.
 “เลือก”ก. คัด สิ่งที่มีจํานวนมากกว่าหนึ่งขึ้นไป เพื่อ เอาไว้ หรือ เอาออก ตามต้องการ เช่น เลือก ผู้ใหญ่บ้าน เลือก หัวหน้าชั้น.
“สรรหา” ก. เลือกมา, คัดมา, เช่น สรรหา ของ มาตกแต่งบ้าน คณะกรรมการ สรรหาอธิการบดี.
“ความเห็น” น. ข้อวินิจฉัยหรือความเชื่อที่แสดงออกตามที่เห็น รู้ หรือ คิด เช่น ฉันมีความเห็นว่านักมวยไทยจะเป็นฝ่ายชนะ
ผมมีความเห็นว่าเขาเป็นคนน่าเชื่อถือ.
 “ชอบ”ก. พอใจ เช่น ชอบอ่านหนังสือ ชอบเที่ยว; ถูกต้อง เช่น คิดชอบ ชอบแล้ว; เหมาะ เช่น ชอบด้วยกาลเทศะ; ถูกใจ, ถูกกัน,
เช่น เขาชอบกันมาก, บางทีใช้หมายความไปในเชิงว่ารักใคร่ ก็มี เช่น หนุ่มสาวชอบกัน; มีสิทธิ์ เช่น ชอบที่จะทําได้.
“แทรกแซง” ก. แทรก เข้าไปเกี่ยวข้องใน กิจการ ของผู้อื่น.
“แทรก” [แซก] ก. เข้าไปอยู่ในระหว่างสิ่งอื่นในลักษณะที่เบียดเสียดหรือสอดเป็นต้น เช่น แทรกตัว; เจือเพียงนิดหน่อย เช่น แทรกยาดํา
แทรกพิมเสน, เกิดขึ้นในระหว่าง เช่น โรคแทรก; เติมเข้าไปในระหว่าง เช่น แทรกเนื้อความ; โดยปริยายหมายถึงกิริยาอาการที่คล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น พูดแทรก. น. ชื่อช้างศึกพวกหนึ่ง มีหน้าที่สอดแทรกเข้าไปข้างกระบวนทัพคอยช่วยระวังรักษาทัพ, ช้างแซง ก็เรียก.
“กิจการ” น. การงานที่ประกอบ, ธุระ.
“งาน” น. สิ่งหรือกิจกรรมที่ทํา, มักใช้เข้าคู่กับคำ การ เช่น การงาน เป็นการเป็นงาน ได้การได้งาน; การพิธีหรือการรื่นเริงที่คนมาชุมนุมกัน
เช่น งานบวช งานปีใหม่
“สื่อ” ก. ติดต่อให้ถึงกัน เช่น สื่อความหมาย, ชักนําให้รู้จักกัน.  น. ผู้ หรือ สิ่ง ที่ติดต่อให้ถึงกัน หรือ ชักนําให้รู้จักกัน เช่น เขาใช้จดหมายเป็นสื่อติดต่อกัน กุหลาบแดงเป็นสื่อของความรัก, เรียกผู้ที่ทำหน้าที่ชักนำเพื่อให้ชายหญิงได้แต่งงานกันว่า พ่อสื่อ หรือ แม่สื่อ; (ศิลปะ)
วัสดุต่าง ๆ ที่นำมาสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ให้มีความหมายตามแนวคิด ซึ่งศิลปินประสงค์แสดงออกเช่นนั้น เช่น สื่อผสม.
“สื่อมวลชน” น. สื่อกลางที่นำข่าวสาร สาร และ เนื้อหาสาระ ทุกประเภท ไปสู่ มวลชน เช่นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และภาพยนตร์,
(ปาก) นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ เป็นต้น.


ภาคผนวก

พรบราชบัณฑิตพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔
 มาตรา ๗  ให้ราชบัณฑิตยสถานมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ค้นคว้า วิจัย และบำรุงสรรพวิชา แล้วนำผลงานที่ได้สร้างสรรค์ออกเผยแพร่ให้เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน
(๒) ติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสานงานทางวิชาการกับองค์การปราชญ์และสถาบันทางวิชาการอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
(๓) ให้ความเห็น คำแนะนำ และคำปรึกษาทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี
(๔) ให้บริการทางวิชาการแก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์การมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐ สถานการศึกษา
หน่วยงานของเอกชน และประชาชน
(๕) ดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดทำพจนานุกรม  สารานุกรมอักขรานุกรม อนุกรมวิธาน การบัญญัติศัพท์วิชาการสาขาต่างๆรวมทั้งการจัดทำ
พจนานุกรมศัพท์วิชาการภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยและงานวิชาการอื่นๆ
(๖) กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย การอนุรักษ์ภาษาไทยมิได้แปรเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อม และการส่งเสริมภาษาไทย
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติให้ปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้น
(๗) ปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ราชบัณฑิตยสถาน

..........................................................

 เหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔

“ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๔๘๕ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานประกอบกับงานในหน้าที่ของราชบัณฑิตยสถานได้ขยายตัวออกไปมากทั้งในด้านการค้นคว้า วิจัย และการให้บริการทางวิชาการแก่รัฐบาล 
หน่วยงานของรัฐ และประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานปรับปรุง และตรวจชำระ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้สมบูรณ์ และ ทันสมัย
เพื่อ ใช้เป็นมาตรฐานในการเขียน การอ่าน และ การพูดภาษาไทย ให้ถูกต้องเป็นระเบียบเดียวกัน งานจัดทำสารานุกรม อักขรานุกรม อรุกรมวิธาน
ทางวิชาการสาขาต่างๆ งานจัดทำพจนานุกรมและบัญญัติศัพท์วิชาการสาขาที่สำคัญๆ งานบัญญัติศัพท์วิชาการภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย
เพื่อให้ประชาชนใช้ในการศึกษา ค้นคว้าหนังสือตำราต่างประเทศ และส่งเสริมให้มีการใช้ศัพท์วิชาการภาษาไทยแทนศัพท์ภาษาต่างประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวิชาการในการอนุรักษ์ภาษาไทย เพื่อเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งภาษาไทย ดังนั้น
เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทภาระหน้าที่และสภาพการณ์ในปัจจุบันของราชบัณฑิตยสถานสมควรปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ระเบียบริหารงานด้านวิชาการและด้านบริหารและขยายอำนาจหน้าที่ของราชบัณฑิตยสถานในการสร้างสรรค์ทางวิชาการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้

 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง ระเบียบการใช้ตัวสะกด
-------------------
โดยที่ ราชบัณฑิตยสถานได้จัดตีพิมพ์หนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.  ๒๕๔๒ ขึ้นเสร็จสิ้นแล้ว เสนอว่า 
ควรยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ระเบียบการใช้ตัวสะกด ลงวันที่  ๒๒ เมษายน ๒๕๒๖ แต่ทางราชการ และ
โรงเรียนก็ยังควรมีแบบมาตรฐานสำหรับใช้ในการเขียนหนังสือไทย เพื่อให้เป็นระเบียบเดียวกัน และควรใช้ พจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นมาตรฐานดังกล่าว
  คณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบด้วย ให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องระเบียบการใช้ตัวสะกด ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๖  และต่อไปบรรดาหนังสือราชการ และการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน ให้ใช้ตัวสะกดตาม  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒  เสมอไป หากกระทรวง ทบวง กรมใด  เห็นสมควรเปลี่ยนอักขรวิธีในคำใดแล้ว ให้ชี้แจงแสดงเหตุผลไปยังราชบัณฑิตยสถาน ต่อเมื่อราชบัณฑิตยสถาน
เห็นชอบด้วย และสั่งแก้พจนานุกรมแล้ว จึงให้ใช้ได้   อนึ่ง เมื่อราชบัณฑิตยสถานได้แก้ระเบียบอักขรวิธีที่กำหนดไว้ในพจนานุกรมแล้ว
ให้ประกาศให้ทราบทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕
  พันตำรวจโท
(ทักษิณ  ชินวัตร)
นายกรัฐมนตรี


 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๖
 
       มาตรา ๔๖  บรรดากระบวนพิจารณาเกี่ยวด้วยการพิจารณา และ การชี้ขาดตัดสินคดีแพ่งทั้งหลาย ซึ่ง ศาล เป็นผู้ทำนั้น
ให้ทำเป็นภาษาไทย
       บรรดาคำคู่ความ และ เอกสาร หรือ แผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใดๆ ที่คู่ความ หรือ ศาลหรือ เจ้าพนักงานศาล ได้ทำขึ้น
ซึ่งประกอบเป็นสำนวนของคดีนั้น ให้เขียนเป็น หนังสือไทย และ เขียนด้วยหมึก หรือ ดีดพิมพ์ หรือ ตีพิมพ์  ถ้ามีผิดตกที่ใดห้ามมิให้ขูดลบออก
แต่ให้ ขีดฆ่า เสียแล้วเขียนลงใหม่และผู้เขียนต้องลงชื่อไว้ที่ริมกระดาษ  ถ้ามีข้อความตกเติม ให้ผู้ตกเติมลงลายมือชื่อหรือลงชื่อย่อไว้เป็นสำคัญ 
       ถ้าต้นฉบับเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ  ที่ส่งต่อศาลได้ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่ส่งให้ทำ
คำแปลทั้งฉบับ หรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญโดยมีคำรับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับ
       ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดที่มาศาล ไม่เข้าใจ ภาษาไทย หรือ เป็นใบ้ หรือ หูหนวก
และ อ่านเขียนหนังสือไม่ได้ ให้ คู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดหา ล่าม

 
ข้อสังเกต
   
    องค์กรของรัฐ ใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องตั้งขึ้นโดยอาศัย อำนาจของปวงชนชาวไทย
คือ อำนาจนิติบัญญัติ ผ่านทาง รัฐสภา เท่านั้น และจะต้องใช้ กฎหมาย ที่มาจาก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เท่านั้น
จะนำ ประกาศของคณะปฏิวัติที่มาจาก ระบอบเผด็จการทหาร ที่ คณะปฏิวัติ เรียกว่า กฎหมาย มาใช้บังคับกับ ปวงชนชาวไทย ไม่ได้
   
   องค์กร ที่ตั้งขึ้นโดย คณะปฏิวัติ เป็นองค์กร ที่ตั้งขึ้นโดยไม่มีกฎหมายรับรอง เป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็น
องค์กรของรัฐ  การงานที่ปฏิบัติ เรียกไม่ได้ว่า เป็น งานราชการ เพราะ คำว่าราชการ ภาษากฎหมาย หมายความถึง งานของพระราชา
หรือ งานของรัฐบาล

               องค์กร ที่ตั้งขึ้นใน ระบอบเผด็จการทหาร โดย คณะปฏิวัติ เมื่อ คณะปฏิวัติ ไม่สามารถอยู่ใช้ อำนาจ ของ คณะปฏิวัติ บริหารประเทศต่อไปได้ มีความจำเป็น ต้องถอนตัวออกไป จากการปกครองประเทศแล้ว องค์กรเหล่านั้น ย่อมสิ้นสภาพตาม คณะปฏิวัติ ไปด้วย บุคคลที่ คณะปฏิวัติ ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ให้ คณะปฏิวัติ ไม่มีความชอบธรรม ที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ใน สถานที่ราชการ ที่ตั้งขึ้นใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ต่อไป

                คณะปฏิวัติ ที่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยาย ๒๕๔๙ คือ คณะบุคคล ที่ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้ง ๓ กองทัพ และ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พลเอกสนธิ  บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ใช้กำลังทหารทั้ง ๓ กองทัพ และ กำลังตำรวจ พร้อมอาวุธ เข้าทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครอง จาก รัฐบาลรักษาการณ์ ที่มี พันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร
เป็น นายกรัฐมนตรี และได้ ทำการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ จาก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เป็น ระบอบเผด็จการทหาร แล้ว คณะปฏิวัติ ได้ตั้ง คณะบุคคลเข้ามาบริหารประเทศแทน รัฐบาล ที่มาจาก ระบอบประชาธิปไตย และ บังคับให้ประชาชน เรียกว่า รัฐบาล  เรียกว่า คณะรัฐมนตรี เช่นเดียวกับ รัฐบาลของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการกระทำดังกล่าว
ก่อให้เกิดความสับสนแก่ ปวงชนชาวไทย ในการใช้ ภาษาไทย ที่เป็น ภาษาราชการ โดยทำให้เข้าใจผิดว่า  ประกาศคณะปฏิวัติ ที่มาจาก
ระบอบเผด็จการทหาร เป็น กฎหมาย ใน ระบอบประชาธิปไตย ไปด้วย
 
                   ใน ประมวลกฎหมายอาญา คณะปฏิวัติ เป็น อาชญากร ผู้กระทำความผิดที่เป็น คดีอาญา  ฐานเป็นกบฏ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๑๑๓ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มิใช่เป็น วีรบุรุษ ไม่ใช่ รัฐบุรุษ  คณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
ได้ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองประเทศ จาก รัฐบาล ที่มี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ และ
เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทย ใน ระบอบประชาธิปไตย 

                    คณะปฏิวัติ เป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ เป็นภัยอย่างร้ายแรง
ต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะ คณะที่ทำการเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่อ้างว่า พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข
ซึ่งหมายความว่า ทรงเป็นหัวหน้าในการปฏิวัติ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 เมษายน 2008, 22:40:47 โดย Panyajarn » บันทึกการเข้า

แม้ว่าคนใดนิ่งเฉย
ขณะที่เสรีภาพแห่งประชาธิปไตย ยังคงถูกเหยียบย่ำ
คนนั้นคงได้รับความหมิ่นประมาทจากคนทั้งหลาย
ที่สละชีวิตเพื่อจะได้มาซึ่งเสรีภาพแห่งประชาธิปไตยนั้น
 

หน้า: [1]   ขึ้นบน
กระโดดไป:  

Theme by webtechnica.net
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.119 วินาที กับ 21 คำสั่ง